ศพของเหยื่อพายุไซโคลนนาร์กิสในพม่า ยังคงลอยอยู่ในแม่น้ำหลายสาย และเกยอยู่ตามตลิ่งในพื้นที่ห่างไกลที่สุดของพม่า ที่ประภัยพิบัติรุนแรงที่สุดตั้งแต่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ขณะที่สื่อที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ได้ประกาศตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เป็นเกือบ 7 หมื่น 8 พันคน และสูญหายอีก 5 หมื่น 5 พันคน แต่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ระบุว่า เฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงถึงประมาณ 128,000 คน แต่อาจมีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากโรคหลายชนิดและความอดอยาก ถ้าไม่เร่งส่งความช่วยเหลือไปให้ประชาชน 2 ล้าน 5 แสนคน ที่รอดชีวิตจากพายุไซโคลนพัดถล่มบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี เมื่อวันที่ 2-3 พฤษภาคม
ภาพจากสถานีโทรทัศน์ สกาย นิวส์ ของอังกฤษ ได้แสดงให้เห็นศพยังคงลอยเกลื่อนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี ขณะที่ชาวบ้านเปิดเผยว่า พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่กลับเข้าไปในหมู่บ้านหลังเกิดไซโคลน และสิ่งเดียวที่พวกเขาได้รับจากภายนอกคือ การที่เฮลิคอปเตอร์ทหาร นำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปหย่อนไว้ให้ 4 ห่อ
ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า ทางการไม่ได้เก็บศพเหยื่อไซโคลนออกไปจากพื้นที่ เขาและลูกบ้านต้องจัดการกันเอง ด้วยการใช้เชือกลากลงไปในแม่น้ำ ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านและมัดติดกับเสาไว้กันกระแสน้ำพัดกลับเข้าฝั่งอีก ด้านสถานีโทรทัศน์ที่สนับสนุนประชาธิปไตย เดโมเครติกวอยซ์ ออฟ เบอร์ม่า หรือ DVB ที่มีสำนักงานอยู่ที่กรุงออสโล ของนอร์เวย์ ได้แพร่ภาพวีดีโอเทปที่ระบุว่า ได้มาจากเกาะเฮง จี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภับพิบัติจากไซโคลนรุนแรงที่สุด
ในวีดีโอ ระบุว่า เกาะแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่มีประชาชนอาศัยอยู่ 3 พันคน แต่หลังจากเกิดไซโคลน ทั้งหมู่บ้านถูกทำลายเหลือบ้านเพียง 3 หลังเท่านั้น ภาพได้แสดงให้เห็นเกาะที่แทบจะไม่มีต้นพืช บ้านที่เหลือแต่โครงอยู่ใต้โคลนและซากศพที่เน่าเปื่อย มีชาวบ้าน 2 คน ได้พาผู้สื่อข่าวของ DVB ไปดูทั่วเกาะ ซึ่งเชื่อว่าเพียงแค่หมู่บ้านเดียวก็น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,600 คน
แม้ว่าจะมีหนทางส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เพียงไม่กี่ช่องทาง แต่รัฐบาลทหารยังคงยืนยันว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากกลุ่มบรรเทาทุกข์สากล ในการเข้าไปอำนวยความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่า โดยระบุว่า ความช่วยเหลือทุกประเภทต้องส่งตรงไปยังรัฐบาล ที่จะนำไปแจกจ่ายเอง และยังห้ามชาวต่างชาติเดินทางออกจากย่างกุ้ง และยังปิดกั้นการเข้าออกด้วย
นโยบายของรัฐบาลทหาร ยังเป็นอุปสรรคขัดขวางเรือสะเทินน้ำสะเทินบก เล มิสทรัล ของฝรั่งเศสที่เดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยเมื่อวันเสาร์ พร้อมด้วยอาหาร 1 พันตัน ที่เพียงพอสำหรับประชาชน 1 แสนคน เป็นเวลา 15 วัน และเต็นท์พักอาศัยช่วคราวสำหรับประชาชน 15,00 คนอีกด้วย รัฐบาลฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ว่า เลอ มิสทรัล กำลังลอยลำอยู่นอกน่านน้ำพม่าประมาณ 13 กิโลเมตร
ทั้งนี้ ในความพยายามที่จะสร้างภาพว่าต้องการจะช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลทหารได้นำนักการฑูตและเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ 60 คน ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปยังพื้นที่ 3 แห่ง บริเวณแม่น้ำอิระวดี ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งแคมป์พักพิงชั่วคราว แต่เอกอัครราชฑูตสหรัฐ ได้ปฏิเสธที่จะร่วมทางไปด้วย ขณะที่นักการฑูตอีกหลายคน ระบุว่า ทางการอ้างว่า การบรรเทาทุกข์ได้เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นฟูขณะที่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ ระบุว่า ผู้รอดชีวิตยังต้องอาศัยอยู่ตามค่ายอพยพ โรงเรียน วัด และต้องอาศัยอาหารที่ได้จากการบริจาคของภาคเอกชน ที่นำข้าว บะหมี่ ขนมปังกรอบและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ บรรทุกใส่รถยนต์หรือรถปิ๊กอัพไปแจกจ่าย
พรรคซูจี-อียูค้านผลโหวตรธน
นายเนียน วิน โฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซู จี วีรสตรีผู้เรียกร้องประชาธิปไตยของพม่า แถลงเมื่อวันเสาร์ (17 พ.ค.) ว่า พรรคเอ็นแอลดีไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทหารพม่าที่ว่าประชาชนชาวพม่ารับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันมากถึงกว่า 92% ในการลงประชามติที่กระทำขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (อียู) ที่ได้แถลงการณ์ประณามเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
โฆษกพรรคเอ็นแอลดีกล่าวว่า ผลการลงประชามติที่ออกมาไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิงเพราะทางการบีบบังคับให้ประชาชนรับรองรัฐธรรมนูญ ทั้งยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สิทธิ์ได้ลงมติอย่างลับๆ อีกด้วย นอกจากนี้ นายเนียน วิน ยังตำหนิรัฐบาลด้วยว่าไม่ควรประกาศผลออกมาจนกว่าประชาชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ 47 เขตเลือกตั้งจะได้ใช้สิทธิ์ลงประชามติในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้เสียก่อน
"ผลการลงประชามติครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย รัฐบาลควรจะประกาศผลภายหลังจากที่ทุกคนได้ลงมติเสร็จสิ้นแล้ว" นายเนียน วินกล่าว
รัฐบาลพม่ายืนกรานที่จะจัดการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั่วประเทศ ยกเว้นในพื้นที่ประสบภัยพิบัติไซโคลนนาร์กีส ในวันที่ 10 พฤษภาคม ท่ามกลางการประณามจากทั่วโลกที่มองว่าควรจะทุ่มเทความพยายามไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 2 ล้านคน ที่ขาดแคลนทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโลกมากกว่า และภายหลังจากที่มีการลงมติได้เพียงไม่กี่วันท่ามกลางกระแสข่าวว่าเป็นการลงประชามติที่ไร้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรม รัฐบาลพม่าก็ได้ประกาศว่าประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถึง 92.4% และมีผู้เดินทางออกไปใช้สิทธิ์มากถึง 99%
ด้านนายปิเอโร ฟาสซิโน ทูตพิเศษของอียูวิจารณ์การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของพม่าว่า ไม่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่เป็นอยู่ ทั้งยังไม่ได้รับประกันว่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นด้วย โดยสถานการณ์ภายในของพม่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิถีทางเดียวเท่านั้น นั่นคือการที่รัฐบาลทหารยอมเจรจากับนางออง ซาน ซู จี และบรรดาผู้แทนชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติต่างๆ ตลอดจนตัวแทนของประชาชนและศาสนาต่างๆ ในสังคม
ทั้งนี้ รัฐบาลพม่าอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปูทางไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายใน 2 ปี แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ปูทางให้ทหารซึ่งปกครองประเทศมายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษได้ครองอำนาจทางการเมืองต่อไป อีกทั้งยังตัดสิทธิ์นางออง ซาน ซู จี ในการดำรงตำแหน่งทางราชการอีกด้วย โดยอ้างว่าเป็นเพราะเธอสมรสกับชาวต่างชาติ
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก